ในพาร์ทก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงประวัติความเป็นมาของนาฬิกาเรือนนี้ไปแล้ว วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันต่อว่า 15202 มันมีความพิเศษอะไรทำไมมันถึงแตกต่างจากครอบครัว Royal Oak จนเป็นที่น่าจับตามอง
เริ่มจากเคสกันก่อน ความกว้างของหน้าปัดตัวนี้จะอยู่ที่ 39 mm และความหนาที่ 8.1 mm สามารถกันน้ำได้ไปจนถึงระดับความลึก 50 m จุดเด่นของเรือนนี้จะอยู่ที่ความหนาขอตัวเรือนที่บางกว่าพี่น้องตระกูล Royal Oak รุ่นอื่นๆอยู่ประมาณ 2 mm ส่วนตัวกระจกทั้งหน้าและหลังจะใช้เป็น Glare-Proofed Sapphire Crystal ซึ่งคุณจะสามารถมองไปที่หน้าปัดได้อย่างชัดเจนโดยไม่มีแสงสะท้อนมากวนใจถึงแม้จะอยู่กลางแดดก็ตาม

มาต่อกันที่หน้าปัดกันบ้าง ลายที่หน้าปัดของเรือนนี้จะใช้เป็น Petite Tapisserie Pattern ซึ่งขนาดของสี่เหลี่ยมจะอยู่ในระดับปานกลางและโลโก้ ‘AP’ ถูกย้ายกลับลงมาไว้ที่ด้านล่างเหมือนกับตัวต้นแบบของมันอย่าง AP 5402 นอกจากนั้นทั้งเข็มนาทีและชั่วโมงรวมไปถึงตัวเลขบอกเวลาที่ทำมาจากทองคำขาวยังถูกเคลือบไปด้วยสารเรืองแสงในที่มืดอีกด้วย
ในส่วนของสายข้อมือก็น่าสนใจไม่แพ้กันครับเพราะเรือนนี้เป็นหนึ่งในเรือนแรกๆของ Audemars Piguet ที่ใช้เป็นสาย Integrated Bracelet หรือสายที่ต่อออกมาจากตัวเรือนโดยตรง สายข้อมือแบบนี้ทำให้ลุคของนาฬิกาดูมีความสปอร์ตมากขึ้นและมันยังใส่สบายขึ้นอีกด้วยเพราะมันยืดหยุ่นกว่าสายรุ่นก่อนๆ
มาถึงหัวใจหลักของนาฬิกาเรือนนี้ Caliber 2121 ซึ่งจะเป็นระบบ Self-winding หรือ Automatic ซึ่งนั้นแปลว่ามันสามารถเก็บพลังงานได้จากการเคลื่อนไหวของผู้ส่วมใส่ทำให้คุณไม่จำเป็นจะต้องมานั่งขึ้นลานด้วยตัวเองทุกๆไม่กี่วัน ด้วยความที่ตัวเรือนมีความบางมาก Caliber ก็เลยต้องบางตามไปด้วยที่ความหนาเพียง 3.05 mm และแน่นอนว่าด้วยความที่นาฬิกา Automatic มีความซับซ้อนมากอยู่แล้วการออกแบบเครื่องกลตัวนี้เลยถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของนักพัฒนาในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะออกแบบให้ฟังชั่นต่างๆของนาฬิกาทำงานไปได้อย่างปกติในพื้นที่ที่จำกัด ซึ่งกลไกรุ่นนี้ถูกพัฒนาร่วมกับ Jager-LeCoultre และถูกตั้งชื่อว่า Caliber 920 ต่อมาในภายหลัง Caliber ตัวนี้ก็ยังถูกหยิบไปใช้โดย Patek Philippe ในสุดยอดโมเดลอย่าง Nautilus เช่นกัน












